โรคโมยา โมยา
การดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค

มาทำความรู้จักกับ โรคโมยา โมยา อันตรายที่คาดไม่ถึงและหาพบได้ยาก

            โรคโมยา โมยา เป็นโรคที่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก เนื่องจากมันเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้ยาก แต่ความรุนแรงของโรคนั้นร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าชื่อของมันจะดูน่ารักก็ตาม โดย “โมยา โมยา” เป็นคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น หมายถึงควันบุหรี่ ที่สอดคล้องกับลักษณะของโรคที่มองเห็น เมื่อทำการสแกนด้วยวิธี MRI ก็จะเห็นหลอดเลือดเป็นจำนวนมากที่กระจายอยู่ที่บริเวณสมอง เพื่อทำหน้าที่ลำเรียงเลือดไปเลี้ยงสมอง แทนเส้นเลือดใหญ่ที่ตีบ จนไม่สามารถลำเรียงเลือดได้ จึงทำให้เห็นภาพที่สแกนออกมาคล้ายกับกลุ่มควันบุหรี่จำนวนมากที่ปกคลุมเนื้อสมอง

โรคโมยา โมยา

โรคโมยา โมยา สามารถรักษาได้หรือไม่และควรดูแลตัวเองอย่างไร

อาการของโรคโมยา โมยาที่แสดงออกมานั้นก็มีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละบุคคล แต่ก็สามารถจำแนกหลักๆ ได้บ้าง โดยส่วนใหญ่แล้วหาก เคล็ดลับสุขภาพ โรคนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ใหญ่ก็มักจะแสดงอาการปวดศีรษะรุนแรงอย่างเฉียบพลัน ร่างกายอ่อนล้า แขนขาชาครึ่งซีก ซึ่งดูคล้ายกับโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตครึ่งซีก แต่หากเกิดขึ้นกับเด็กอาการเหล่านี้จะเกิดเพียงแค่ชั่วคราวอย่าฉับพลันเท่านั้น สิ่งที่น่ากลัวกว่านี้คือ หากเกิดขึ้นเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา ก็อาจจะเกิดอาการชักเพิ่มขึ้นมาด้วย เนื่องจากเนื้อสมองและเซลล์สมองถูกทำลาย

มาทำความรู้จักกับ โรคโมยา โมยา

            โดยสาเหตุของการเกิดโรคโมยา โมยานั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด เพราะมันเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้ยากของโลก ซึ่งโรคนี้จะพบในโซนเอเชียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น แต่มันก็เป็นอันตราส่วนเพียงแค่ 1 ใน 200,000 คนเท่านั้น และจากการศึกษานั้นจะพบว่ากลุ่มบุคคลส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้จะเกิดจากพันธุกรรม นอกจากนี้แล้วผู้ที่เป็นโรค SLE และโรคดาวน์ซินโดรม จะมีโอกาสในการเกิดมากกว่าบุคคลทั่วไป เคล็ดลับในการเพิ่มพลังของสมอง ให้ทำงานมีคุณภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นโรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับหลอดเลือดสมองอยู่แล้ว ดังนั้นในกลุ่มบุคคลเหล่านี้จึงจำเป็นต้องคอยสังเกตถึงความผิดปกติอยู่เสมอ เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที

โรคโมยา โมยา อันตรายที่คาดไม่ถึง

            ในปัจจุบันโรคโมยา โมยานี้มีวิธีการรักษาหลักๆ อยู่ 2 วิธีคือ การผ่าตัดต่อเส้นเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไปเลี้ยงสมองได้ โดยวิธีนี้จะต้องทำในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือครบครันเท่านั้น ส่วนวิธีที่สอง คือการรักษาด้วยการรับประทานยาป้องกันแข็งตัวของเลือด หรือยาในกลุ่มแอสไพริน เพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือด ถึงแม้ว่าจะมีทางรักษาโรคนี้ แต่ก็ต้องหมั่นคอยสังเกตตัวเองอยู่เสมอ เพราะหากรู้ตัวช้าอาจจะอันตรายถึงแก่ชีวิตได้