การใช้กัญชา
รู้เรื่องยา

ผลการวิจัยมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย การใช้กัญชา อาจจะไม่ทดแทนการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์ได้

การใช้กัญชา จากการวิจัยครั้งใหม่ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเกี่ยวกับกัญชา ผลที่ได้อาจจะตรงกันข้ามกับข้อเรียกร้องบางประการของประชากรในสหรัฐอเมริกาที่ต้องการใช้กัญชามาแทนยาระงับปวดโอปิออยด์ โดยการวิจัยครั้งใหม่นี้ได้ทำการศึกษาตรวจสอบทิศทางและความแน่นอนของความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กัญชาและการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์ในช่วง 90 วันติดต่อกัน สำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์แต่ไม่เกี่ยวกับทางการแพทย์ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์เป็นที่แพร่หลายกันมาก ทั้งในวันที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ใช้กัญชา และผู้เข้าร่วมอาจจะมีหรือไม่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น ก็มีการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์กัน การศึกษาในครั้งนี้เห็นว่า การใช้กัญชา แทบอาจจะไม่ได้ทดแทนยาที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ ในการศึกษาครั้งนี้ได้เปรียบเทียบความน่าจะเป็นของการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์ที่ไม่เกี่ยวกับทางการแพทย์ ในวันที่ใช้กัญชาและไม่ได้กัญชา โดยใช้เวลาสังเกตทั้งหมด 13,271 วัน และมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 211 คน ในพื้นที่ของเมืองนิวยอร์ก ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมทดสอบเป็นผู้ชาย โสด ว่างงาน และมีการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์ในทางที่ผิด ซึ่งผลจากการศึกษาในครั้งนี้ทำให้เห็นว่ากัญชาแทบจะไม่สามารถใช้ทดแทนยาระงับปวดโอปิออยด์กรณีที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ หรือกับกลุ่มที่ใช้ยาระงับปวดในระดับปานกลางหรือรุนแรงก็ตาม หรือจะกล่าวให้เข้าใจอย่างง่ายก็คือ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นชัดเจนว่ากัญชาไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการจำกัดการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์ที่ไม่เกี่ยวกับทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังพบว่าในปี 2017 มีประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกามากกว่า 2 ล้านคนที่มีความผิดปกติในการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์ และในจำนวนนี้ก็มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์มากกว่า 70,000 คน ทั้งนี้สาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ก็เกิดจากการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์อย่างผิดกฎหมายหรือการใช้ตามใบสั่งแพทย์ โดยการวิจัยในครั้งนี้ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเกี่ยวกับการใช้กัญชาแทนยาระงับปวดโอปิออยด์ที่ไม่ได้ใช้ทางการแพทย์นั้นจะลดลงได้ และป้องกันการเสียชีวิตจากการใช้ยาระงับปวดโอปิออยด์เกินขนาดได้ แต่ผลการวิจัยอาจจะยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ฝากกดติดตามเคล็ดลับสุขภาพบทความสุขภาพที่น่าสนใจการดื้อยา เกิดเพราะพฤติกรรมของมนุษย์เองหรือธรรมชาติก็เป็นตัวการที่ทำให้เชื้อดื้อยาได้

แอลกอฮอล์แตกกต่างกันอย่างไร
การดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค รู้เรื่องยา

มาทำความรู้จัก เอทิล vs เมทิล แอลกอฮอล์ กับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

 แอลกอฮอล์ กับข่าวการระบาดของไวรัสโควิด-19 กลับมาอีกแล้วหลังจากที่ประเทศไทยห่างหายจากการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้มายาวนานกว่า 100 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจเกิดการระบาดซ้ำขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ เราจึงต้องเข้มงวดกับการป้องกันตัวอย่างให้การ์ดตกอยู่เสมอ และหนึ่งในไอเท็มจำเป็นสำหรับการป้องกันสุขภาพของเราจากการติดเชื้อไวรัสตัวนี้ก็คงหนีไม่พ้นเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือ เอทานอล (Ethanol) และ เมทิลแอลกอฮอล์ (Methyl Alcohol) หรือ เมทานอล (Methanol)ทำความสะอาด แต่รู้หรือไม่ว่าแอลกอฮอล์ที่ขายอยู่ในท้องตลาดนั้นไม่ใช่ทุกชนิดจะถูกนำมาใช้ล้างมือ ทำความสะอาด และฆ่าเชื้อได้ เพราะยังมีแอลกอฮอล์บางชนิดที่เป็นพิษต่อร่างกายด้วย แอลกอฮอล์ 2 ชนิด เอทิลแอลกอฮอล์และ เมทิลแอลกอฮอล์ มีการใช้แตกต่างกันอย่างไร ปัจจุบันมีแอลกอฮอล์ที่นิยมวางขายอยู่ในตลาดอยู่ 2 ชนิด คือ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือ เอทานอล (Ethanol) และ เมทิลแอลกอฮอล์ (Methyl Alcohol) หรือ เมทานอล (Methanol) เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือ เอทานอล (Ethanol) เป็นแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหมักสารอย่างแป้งและน้ำตาลแล้วนำมากลั่นให้กลายเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธ์ […]

การดื้อยา
การดูแลสุขภาพ รู้เรื่องยา

การดื้อยา เกิดเพราะพฤติกรรมของมนุษย์เองหรือธรรมชาติก็เป็นตัวการที่ทำให้เชื้อดื้อยาได้

          การดื้อยา เชื่อว่าเราไม่สามารถคิดถึงโลกที่ไม่มียาปฏิชีวนะได้ เพราะถ้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ไม่มัน มนุษย์ก็อาจจะไม่ได้เติบโตขึ้นมาได้ขนาดนี้ ยาปฏิชีวนะจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกนี้มายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดอวัยวะ ที่ช่วยชีวิตมนุษย์ได้ทั่วโลก ซึ่งเราจะเห็นว่ามีแคมเปญรณรงค์จากภาครัฐมากขึ้น ในเรื่องของการห้ามกินยาโดยที่ไม่จำเป็นเพราะอาจจะเป็นสาเหตุให้เชื้อดื้อยาได้ แต่ก็มีอีกปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคมีพัฒนาการขึ้น ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในโลก เพราะเชื้อโรคต้องการที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นได้ มันจึงสร้างกลไกในการต่อต้านยา หรือถ้าจะให้พูดกันง่ายๆ ก็คือธรรมชาติก็เป็นตัวการที่ทำให้เชื้อดื้อยาได้เหมือนกัน ห้ามกินยาโดยที่ไม่จำเป็นเพราะอาจจะเป็นสาเหตุให้เชื้อ การดื้อยา ได้           เจ้ายาปฏิชีวนะไม่ได้ผลิตกันขึ้นมาอย่างง่ายดาย เพราะมันใช้ทรัพยากรในการผลิตเป็นจำนวนมาก และเกิดกากเสียจากกระบวนการผลิตยา ซึ่งกากของเสียเหล่านี้อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม หรือปนเปื้อนในสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ในฟาร์ม ที่สามารถเป็นแหล่งเพาะเชื้อดื้อยาชั้นดีได้ เพราะเมื่อสัตว์ได้เปลี่ยนมาเป็นอาหารของมนุษย์ เชื้อดื้อยาตัวนั้นก็จะถ่ายทอดสู่มนุษย์ได้นั่นเอง           มีงานวิจัยของ Nature ที่ค้นพบว่า ภาวะโลกร้อนสามารถเร่งให้เชื้อดื้อยาได้เร็วขึ้น เพราะเชื้อโรคชอบอาศัยในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศร้อน จะทำให้มันแพร่เชื้อได้กว้างขึ้น และง่ายต่อการระบาดไปสู่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ อาจจะเป็นการลดการกินยา ควรจะอ่านคำเตือนด้านข้างขวดที่บอกไว้ เพราะมีผลกระทบจริงจังกับสุขภาพของเราแน่นอน และภาครัฐนั้นก็ควรที่จะมีการค้นหาวิทยาการใหม่ๆ เพื่อต่อสู้กับเชื้อดื้อยา รวมทั้งควรมีแคมเปญที่สามารถเป็นกระบอกเสียง ที่บอกกับประชาชนได้ว่าควรคิดให้ดีก่อนทุกครั้งที่จะหยิบยาเข้าปาก เพราะถ้าเราสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ แล้วการลดการกินยาปฏิชีวนะโดยการมองคำเตือนที่ข้างขวดก่อน ก็จะสามารถทำให้เราป้องกันเชื้อดื้อยา ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและสุขภาพของคุณได้มากขึ้น ติดตามเว็บไซต์เคล็ดลับสุขภาพข่าวสารสุขภาพที่น่าสนใจโรคเบาหวาน มหันตภัยเงียบที่น่ากลัวหมั่นดูแลสุขภาพกันให้ดี